วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีข้อมูลหรือสารสนเทศกล่าวถึงกระบวนการปฏิบัติหรือระบบใดๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการและการเคลื่อนย้ายข้อมูล ปัจจุบันทุกคนมีความคุ้นเคยกับองค์การประกอบสมัยใหม่ของ IT เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การใช้ Internet E – mail เป็นต้น IT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนเห็นได้ชัด ในธุรกิจนำ IT มาช่วยสร้างความได้เปรียบทางกลยุทธ์ใหม่ การเข้าถึงลูกค้าและต้นทุนเป็นผลรวมของเทคโนโลยี มนุษย์ และองค์การ

ประโยชน์ของเทคโนโลยี
1. ใช้ในการเพิ่มผลิตและลดต้นทุน
2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ
3. พัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ
4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์กล่าวไกลขึ้น
5. ช่วยในการควบคุ่ม วางแผน และตัดสินใจ
6. สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

อุปสรรคของเทคโนโลยี
1. ปัญหาด้านเทคโนโลยี โดยขาดมาตรฐานความคงที่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจซึ่งใช้ IT ที่แตกต่าง จะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน และความแตกต่างเหล่านี้จะทำให้เกิดความลำบากในการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกันในระบบเครือข่าย
2. การต่อต้านจากผู้ใช้ เหตุผลเบื้องต้นคือ เกิดความกลัวเทคโนโลยีไม่ชอบใช่เทคโนโลยี และขาดการสนับสนุนจากพนักงานภายในสำนักงาน การต่อต้านจะลดลงได้ถ้าทำให้เกิดความเป็นมิตรและมีการชี้แจงหรือให้การศึกษา หรือฝึกอบรมการใช้คอมพิวเตอร์
3. การคัดค้านทางการเมือง เพราะอิทธิพลของ IT ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานอาจทำให้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น

ข้อจำกัดของเทคโนโลยี
1. ขาดความอิสระเพราะการพึ่งพาเทคโนโลยี
2. ขาดมนุษย์สัมพันธ์ในสำนักงาน รวมทั้งลูกค้าและแขกผู้มาเยือน เพราะ IT ทำให้ขาดการติดต่อสื่อสาร แบบพบหน้าหรือเผชิญหน้า


ผลกระทบของเทคโนโลยี
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นที่รู้จักและการพบเห็นปกติทั่วไป ทั้งในชีวิตการทำงานและส่วนตัว ธุรกิจหลายชนิดพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เชิงวัตกรรม ประสบความสำเร็จและมีการเติบโตสูงมากในปัจจุบันขณะที่ธุรกิจบางแห่งได้รับผลกระทบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงจึงได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นโอกาสและอุปสรรค เปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้านขณะที่ด้านหนึ่งให้บริการสินค้าใหม่ๆแต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นอุปสรรคที่สามารถทำร้ายหรือทำลายความต้องการสิ้นค้าหรือบริการแบบเดิม นอกจากนี้เทคโนโลยียังอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมในองค์การหรือสำนักงานในเชิญลบโดยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะมีการนำคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอื่นใดมาแทนคน จะเห็นได้จากมีการลดขนาดองค์การรวมทั้งการรีเอ็นจิเนียริ่งในสำนักงานก็จะมีการใช้ระบบอัตโนมัติคำนวณปริมาณที่เหมาะสมหรือมีการออกแบบสินค้าขึ้นใหม่

การจัดการกับเทคโนโลยี
1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลในการนำเทคโนโลยีมาใช้
2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่
3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติงานกับเทคโนโลยี
4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การรีเอ็นจิเนียริ่ง กระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวคิดทางธุรกิจในทศวรรษที่ 1990 แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าแนวคิดของการพัฒนาคุณภาพทั่วทั้งองค์การ หรือ Total Quality Management (TQM) ซึ่งมุ่งเน้นที่กระบวนการ[2]Reengineering หรือ “การรื้อปรับระบบ” เป็นคำที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ และเจมส์ แชมปี้ ริเริ่มใช้ในหนังสือชื่อ Reengineering the Corporation ในฐานะที่เป็นคำประกาศการปฏิวัติธุรกิจ หรือ A Manifesto for Business Revolution เมื่อปี 1993 ก่อนที่จะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดที่จัดโดย นิวยอร์ก ไทม์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 14 ภาษา ทำให้เป็นคำที่มีการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวางคำนิยามที่ถูกต้องและเป็นทางการของการรื้อปรับระบบ หรือ Reengineering [3] คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็วทั้งนี้ โดยมีคำศัพท์หลักที่สำคัญ ดังนี้-พื้นฐาน (Fundamental) คำศัพท์หลักคำนี้เป็นคำถามพื้นฐานที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งธุรกิจหรือองค์การจะต้องพิจารณาถึงพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือกฎเกณฑ์ที่รองรับการดำเนินธุรกิจ และแฝงเร้นอยู่ในแนวทางปฏิบัติที่กำหนดขึ้นในการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไป มักช่วยให้องค์การพิจารณาได้ว่าสมมุติฐานหรือกฎเกณฑ์นั้นผิดพลาด ไม่เหมาะสมหรือล้าสมัย ทั้งนี้ โดยการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราจึงทำแบบนี้ ? ” , “ ทำไมเราจึงต้องทำอย่างที่เรากำลังทำอยู่ ? ” หรือ “ เราต้องทำอะไร หรือเราจะทำอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ? ” เป็นต้น- ถอนรากถอนโคน (Radical) เป็นศัพท์ที่แผลงมาจากภาษาลาตินว่า Radix ซึ่งหมายถึง ราก การคิดหรือการออกแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน หมายถึง การมุ่งที่รากแก้วของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเพียงผิวเผิน แต่เป็นการทิ้งของเดิมไปทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง หรือการออกแบบใหม่บนพื้นฐาน สมมุติฐาน หลักการ หรือกฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด- ยิ่งใหญ่ (Dramatic) คำศัพท์หลัก “ยิ่งใหญ่” หรือ “ใหญ่หลวง” ในที่นี้ เป็นการเน้นย้ำว่า การทำรีเอ็นจิเนียริ่งมุ่งสู่การกระทำที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการทำงานที่ก้าวกระโดด หรือการบรรลุผลอันยิ่งใหญ่มโหฬาร เพราะความต้องการบรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้น การเพิ่มผลงาน หรือคุณภาพของผลงานเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง เพียงใช้วิธีการปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว-กระบวนการ (Process) คำว่ากระบวนการ นับเป็นคำศัพท์หลักที่สำคัญอีกคำหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือยุ่งยากสำหรับการทำรีเอ็นจิเนียริ่งอีกคำหนึ่ง เนื่องจากผู้บริหารหรือผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจมักไม่ได้ให้ความสนใจกับ “กระบวนการ” ในระยะที่ผ่านมา มักมุ่งที่ตัวงาน เนื้องาน โครงสร้าง หรือตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานมากกว่า “กระบวนการ” คือ กลุ่มของกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่หนึ่ง หรือในกิจกรรมของการนำปัจจัยนำเข้า และกิจกรรมอื่น ๆ ตามลำดับ จนถึงกิจกรรมสุดท้ายที่เกิดเป็นผลลัพธ์หรือการได้รับปัจจัยนำออกที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ตามแนวคิดของ อดัม สมิธ การดำเนินธุรกิจหรือการทำงานมักถูกแบ่งเป็นงานย่อย ๆ ที่ง่ายที่สุด เพื่อมอบหมายให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละงานมองไม่เห็นวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือละเลยผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานที่ต้องการอย่างแท้จริง แต่กลับมุ่งพิจารณาหรือให้ความสนใจอยู่กับแต่ละงานย่อยของกระบวนการดำเนินธุรกิจหรือกระบวนการดำเนินงานเท่านั้น• แนวคิดการรื้อปรับระบบ (Reengineering) เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานใหม่ ที่ไม่สนใจการทำงานแบบเดิมที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและก่อให้เกิดผลงานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เพื่อเพิ่มผลผลิตลดเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน ซึ่งระบบธุรกิจเอกชนนำมาใช้ปรับปรุงองค์กรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและเริ่มต้นนำมาใช้ในระบบราชการ ขั้นตอนการรื้อปรับระบบ 1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink) 2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่(Redesign) 3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool) 4. การฝึกอบรมบุคลากร(Retrain) การนำแนวคิดการรื้อปรับระบบมาใช้ในระบบราชการเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนทันคติผู้ปฎิบัติงานใหม่ ปรับลดขั้นตอนการทำงานลงเสริมการทำงานและปรับสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม สะดวกในการทำงานซึ่งเป็นมิติใหม่ของการทำงานการให้บริการของหน่วยราชการ ตัวอย่าง - การให้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร(แบบเดิม) • การฝากถอนเงินผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน • มีพนักงานหลายคน แบ่งหน้าที่ ฝาก ถอน ตรวจสอบ อนุมัติ ผ่านพนักงานหลายคน • ใช้เวลานานในการฝากถอน • ระบบการตรวจสอบด้วยเอกสาร - การใก้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร(แบบใหม่) • การฝากถอนเงินมีขั้นตอนลดลง • มีพนักงานคนเดียวทำหลายหน้าที่ ฝากถอนตรวจสอบ อนุมัติด้วยพนักงานคนเดียวกันใช้เวลาลดลง • มีการมอบอำนาจ พัฒนาบุคลากร • มีระบบการตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ พูดง่ายๆภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุงนะ) เป็นการเปลี่ยนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ออก (ล้างไพ่) แล้วทำการวางตำแหน่งงาน และดำเนินงานกันใหม่ เหมือนเปิด บริษัทใหม่ยังไงยังงั้น-หัวใจสำคัญของการ Re-engineering อยู่ที่กระบวนการลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวงองค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้-จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล-มีการกำหนดหน่วยงาน-หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล-เสมือนกระจุกตัว ถามไรรู้หมด-มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน-มีลักษณะ Online

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551




ต่อมทอนซิลที่กำลังอักเสบ
อาการของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ส่วนใหญ่ก็จะไม่รุนแรงมากก็จะเป็นไข้เจ็บคอ แต่ก็มีส่วนน้อยอีกเหมือนกันเช่น โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส หรือไวรัสบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การอุดกั้นทางเดินหายใจ เนื่องจากว่าต่อมทอนซิลอยู่ในช่องปากพอดี ถ้าเกิดว่ามีการอักเสบและโตมากก็จะมีการอุดกั้นทางเดินหายใจได้
นอกจากนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนทางภูมิคุ้มกัน เกิดภายหลังจากติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิดสเตร็ปโตคอคคัส จะทำให้เกิดโรคหัวใจ(Rheumatic Heart Disease)และโรคไตอักเสบ(Postinfectious Glomerulonephritis)
เชื้อเบต้า สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อหัวใจของเด็ก โดยที่เชื้อนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่างๆ และมักมีอาการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย เรียกว่า "ไข้รูมาติก" โดยทั่วไปจะพบภายหลังคออักเสบหรือต่อมทอนซิลอักเสบแล้วไม่ได้รับการรักษาภายใน 1 - 4 สัปดาห์ ทั้งนี้เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำๆ จะทำให้หัวใจอักเสบเรื้อรัง และในที่สุดหัวใจก็จะตีบและรั่ว หรือที่เรียกว่า "โรคหัวใจรูมาติก" บางรายอาจต้องได้รับการการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเวลาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เชื้อกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดอาการไตอักเสบได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ต่อมทอนซิล บางครั้งเมื่อมีการอักเสบแล้ว จะทำให้ต่อมทอนซิลโตขึ้นมาก ทำให้มีปัญหาได้ กรณีที่โตมากๆ จะรบกวนการนอน ทำให้เด็กนอนกรน นอนหลับไม่สนิท กระสับกระส่าย บางครั้งรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ซึ่งการที่ต่อมทอนซิลโตจนรบกวนการนอนหลับนั้น จะมีผลทำให้เด็กโตช้า มีผลต่อการเรียน และในรายที่เป็นมากๆ จะมีปัญหาโรคหัวใจ และโรคปอดตามมา ในรายที่เป็นมากๆ มักจะพบมีต่อมอะดีนอยด์โตร่วมด้วย นอกจากนี้การที่หายใจทางปากเป็นเวลานานๆ จะทำให้โครงหน้าเปลี่ยนไป กระดูกส่วนกลางของใบหน้าเจริญน้อยลง มีการสบฟันที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีผลไปตลอดชีวิตของเด็ก
ส่วนใหญ่แล้วโรคต่อมทอนซิลพบมากที่สุดในเด็กอายุก่อน 10 ปี เพราะหลัง 10 ปีไปแล้วก็จะทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลย แต่ในผู้ใหญ่อายุน้อยก่อน 20 ปี ก็ยังเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบนั้นก็จะมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ อาการที่แตกต่างจากเด็กธรรมดาคือ จะมีการกลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บคอ คนไข้เด็กก็จะมีอาการน้ำลายไหลเนื่องจากกลืนลำบากและน้ำลายจะไหลลงไปไม่ได้ ก็จะไหลออกมาให้สังเกตเห็น หรือเจ็บคอมากๆ ก็จะมีอาการอาเจียนหลังจากรับประทานอาหาร เพราะการรับประทานอาหารจะรบกวนลำคอที่เจ็บอยู่ อาการของโรคต่อมทอนซิลจะรุนแรงกว่าโรคเจ็บคอหวัดธรรมดา โรคต่อมทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่จะไม่พบคนไข้ในวัยกลางคนไปแล้ว ถ้าพบหลังจากนั้นคนไข้มีต่อมทอนซิลอักเสบหรือเจ็บข้างใดข้างหนึ่งให้นึกถึงโรคมะเร็งของต่อมทอนซิลไว้ด้วย
[แก้] การรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การรักษาทอนซิลอักเสบจะมีการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะส่วนใหญ่มาจากเชื้อแบคทีเรียการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อเแบคทีเรียก็เป็นหลักสำคัญในการรักษาโรค และคนไข้ส่วนใหญ่ก็จะหายได้หรือาการดีขึ้นจากการให้ยา สำหรับยาปฏิชีวนะก็มีหลายชนิดแนะนำว่าควรรับประทานตามที่แพทย์สั่งและรับประทานให้นานพอ เช่น 7-10 วัน การรักษาแบบให้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องให้การรักษาแบบประคับประคองรวมด้วย เช่น การให้ยาลดไข้ การให้ดื่มน้ำมากๆ หรืออาจต้องให้น้ำเกลือถ้าผู้ป่วยทานอาหารไม่ค่อยได้ และให้ทานอาหารอ่อนๆ
ในกรณีที่ต่อมทอนซิลมีการอักเสบบ่อยครั้ง ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ตัดทอนซิลออก หลายคนสงสัยว่าหากตัดต่อมทอมซิลนี้ออกแล้ว อาจมีผลกระทบต่อระบบการป้องกันโรคของร่างกาย หรือมีผลเสียอย่างอื่น ๆ ตามมาหรือไม่ โดยที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของคนเราไม่ได้มีเฉพาะต่อมทอนซิล แต่มีอวัยวะอื่นด้วยเช่น ตับ ม้าม ไขกระดูก และระบบต่อมน้ำเหลืองเป็นต้น การผ่าตัดต่อมทอนซิลออกเพียงอย่างเดียว จึงไม่มีผลกระทบต่อระบบการป้องกันโรคแต่อย่างใด มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าหลังจากตัดต่อมทอนซิลแล้ว ภูมิคุ้มกันจะลดลงชั่วคราว แต่ไม่พบว่าเด็กติดเชื้อบ่อยขึ้นกว่าปกติ
นอกจากนี้ที่บริเวณคอยังมีต่อมน้ำเหลืองอีกหลายร้อยต่อม ซึ่งจะช่วยกันทำงานหลังจากตัดต่อมทอนซิลไปแล้ว ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการตามข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด การผ่าตัดก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดก็จำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ซึ่งได้แก่ ต่อมทอนซิลที่มีการอักเสบเรื้อรังและบ่อยครั้ง ต่อมที่มีการโตขึ้นมากจนมีผลกระทบต่อการหายใจและการกลืนอาหาร หรือกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อนมีการลุกลามไปยังหูชั้นกลาง ซึ่งถือเป็นเหตุผลอันควรที่จะทำได้ สำหรับการผ่าตัดต่อมทอนซิลในปัจจุบัน สามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ระบบการจัดการด้านเอกสารDMS






ระบบการจัดการด้านเอกสาร


(Document Management System : DMS) เป็นระบบที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีหน้าที่ในการจัดทำ ดูแล สร้าง กระจาย และเก็บรักษาเอกสารต่างๆภายในสำนักงานองค์ประกอบภายในระบบDMSอาจประกอบด้วยส่วนต่างๆมีดังต่อไปนี้







  1. การประมวลคำ (Word Processing) ถือเป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการรวบรวม จัดพิมพ์เรียบเรียงเอกสารออกมาใช้ในการทำงาน ซึ่งสามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการใช้งานด้วยเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดานอกจากนั้นเครือข่ายของงานก็ทำได้หลากหลายมากขึ้น เช่น การทำตาราง การจัดเรียงหน้า การจัดทำสารบัญ การตรวจตราคำผิดหรือแม้กระทั่งการจัดรูปแบบของงานพิมพ์ เป็นต้น ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ Microsoft Word, Wordstar, Word Perfect โดยเฉพาะ Micorosoft Word ที่มีวิวัฒนาการตั้งแต่ Window95, 96, 97, 98, และ2000ซึ่งช่วยให้เอกสารมีความรวดเร็ว สะดวก ถูกต้อง มีคุณภาพ และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพโดยเฉพาะ




  2. การประมวลภาพ (Image Processing) เป็นระบบที่มีการประมวลผลโดยอาศัยรูปภาพโดยอนุญาติให้ผู้ใช้นำรูปภาพจากเอกสารต่างๆมาเก็บไว้ในฐานข้อมูล และสามารถเรียกกลับมาดักแปลงใช้งานได้ใหม่ในโอกาสต่อไปได้ ตัวอย่างโปรแกรมประเภคนี้ ได้แก่ โปรแกรม Micorosoft Office, โปรแกรม Aldus PageMaker เป็นต้น




  3. การจัดพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing) เป็นชุดคำสั่งที่ทำผู้ให้ใช้สามารถทำรายงานวารสารแผ่นผับ หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพใกล้เครียงกับการผลิตโดยมืออาชีพได้ เพราะผู้ใช้สามารถออกแบบและจัดได้ตามใจเพียงใส่ตัวหนังสือ รูปภาพหรือลวดลายบนหน้ากระดาษ แล้วจัดเรียงทดสอบตัวอย่าง จนเพียงพอต่อความต้องการก็นำมาใช้งานได้ ตัวอย่างโปรแกรมได้แก่ Micorosoft PowerPoint, Corl Draw เป็นต้น




  4. การผลิตเอกสารหลายชุดหรือการทำสำเนา (Reprographics) เป็นการผลิตเอกสารชนิดเดียวกันพร้อมกันหลายๆชุด เพื่อใช้แจกจ่ายหรือเผยแพร่ทั้งภายในแล้วภายนอกสำนักงานได้อย่างรวดเร็ว ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจน คือสามารถสร้างสำเนาได้สะดวก มีการโต้ตอบได้ ถ่ายพิมพ์แบบย่อหรือขยายก็ได้ หรือจะมีการพิมพ์สองด้านรวมข้อความพร้อมภาพ หรือแม้กระทั่งการจัดลำดับหน้าก็ทำได้เช่นกัน




  5. การเก็บรักษา (Archival storage) ในอดีตมีการเก็บรักษาเอกสารในรูปของกระดาษจนกลายเป็นงานกระดาษ (Paperwork) ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่เก็บรักษา อีกทั้งการค้นหาข้อมูลก็ทำได้ลำบาก ปัจจุบัน OA ทำให้เกิดการจัดเก็บรักษาด้วยหน่วยเก็บข้อมูลสำรองในรูปแบบต่างๆ เช่น เทปแม่เหล็ก (Mangmetic Tape) ไมโคฟิล์ม (Micorofilm) แผ่นแม่เหล็ก (Diskette) หรือแผ่นซีดี (Compact Disc) เป็นต้น ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้ผู้บริหารสำนักงานต้องระมัดระวังในเรื่องของการเก็บรักษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันกันสูญหาย ความล่าช้าในการทำงานหรือการโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานเป็นไปได้อย่างเหมาะสม

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

องค์ประกอบของระบบสำนักงานอัตโนมัติ

1.บุคลากรหรือทีมงานวางแผน ประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ชำนาญการ ผู้ใช้ระบบ และผู้ดำเนินการ
2.ข้อมูลรายละเอียดประกอบการวางแผน ซึ่งเป็นเอกสาร และวิธีการดำเนินงานในปัจจุบัน
3.วัตถุประสงค์ของการวางแผน ซึ่งพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้
- วัตถุประสงค์ของระบบ
- ขอบเขตของงาน
- งานที่ต้องดำเนินการ
- ขั้นตอนการดำเนินการ
- เวลา กำลังคน และทรัพยากรต่างๆ
4.วิธีการหรือกระบวนการที่จะทำให้แผนบรรลุวัตถุประสงค์
- เครื่องมือหรือเทคนิคในการ
- ทรัพยากรอื่นๆที่จำเป็น เช่น เงิน เวลา อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ
OA ประกอบด้วยข้อมูลตัวเลข รูปภาพ ข้อความ และเสียงที่สามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้หมดและจุดเริ่มต้นของ OAเป็นการต่อคอมฟิวเตอร์เข้ากับเครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์ก็สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและจะพัฒนาถึงขั้นสามารถใช้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง จนนำโทรศัพท์มาใช้เป็นหัวใจสำคัญของ OA ที่จะขยายเครือข่ายออกไปได้ทั่วถึ่งทุกจุดในอนาคตข้างหน้า OA จะพยายามมาหาวิธีการเสื่อมอุปกรณ์ต่างๆ หรือเครื่องใช้ในสำนักงานที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตามมาใช้ร่วมกันได้ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างของความหมายคำว่า "สำนักงานอัตโนมัติ" อยู่มากมาย เพราะผู้นำด้านนี้ คือญี่ปุ่นและสหัฐอเมริกาก็มีความคิดในด้านนี้ไม่เหมือนกัน โดยสหัฐอเมริกา มองว่าสำนักงานอัตโนมัติต้องเป็นระบบประสานกันแต่ญี่ปุ่นมองเห็นว่า OA ว่าเป็นการหาเครื่องมือหรือวิธีการใดๆก็ตามเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานในสำนักงาน ดังนั้นสำนักงานใดที่มุ่งเครื่องมืออุปกรณ์ในเพียงแต่เครื่องคิดเลขไฟฟ้าเท่านั้น ก็อาจเรียกว่าสำนักงานอัตโนมัติได้ นอกจากนั้นผู้เกียวกับองค์การ OA ยังมองความสัมพันธ์ของคนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานร่วมกับวัตถุต่างๆ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้
คอมฟิวเตอร์ โทรศัพท์เครื่องจดบันทึกคำบอก เครื่องถ่ายเอกสารเครื่องพิมพ์ดีดและอุปกรณ์ต่างๆ ในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักร
( Man - machine relation ) และพยายามจัดสร้างที่ทำงานให้เหมาะสมกับการลองรับอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยอื่นๆ
DR. Hitoshi Watanabe รองประธานบริษัท NEC ฝ่าย OA ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ OA ว่าแม้ปัจจุบันนี้จะมีการกล่าวขวัญถึงเรื่อง Office Automation ที่สมบูรณ์แบบจริงๆก็ยังเป็นเพียงเป้าหมายในอนาคตเท่านั้นปัจจุบันยังไม่มีระบบ OA ที่สมบูรณ์แบบจริง

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สรุปพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามา

เนื่องจากระบบงานสำนักงานอัตโนมัติเป็นงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านเป็นผู้จัดระบบดังนั้นก่อนจะสร้างระบบสำนักงานอัตโนมัติคงต้องเป็นหน้าที่ของบุคคลดังต่อไปนี้

1.ผู้ขายอุปกรณ์อิเล็กทรนิกส์

2.ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท

3.ที่ปรึกษา

4.ทีมงานเฉพาะกิจร่วมกับที่ปรึกษา

เมื่อทำการวิเคราะห์ระบบสำนักงานอัตโนมัติตามรายระเอียดข้างตนแล้ว ก็คงได้ข้อมูลมากเพียงพอที่จะมาประกอบการตัดสินใจได้ และเพื่อการให้ตัดสินใจผิดพลาดเล็กน้อยที่สุด ควรใช้ปัจจัยอื่นภายนอกสำนักงานด้วย เช่น การศึกษา ตลาดของอุปกรณ์อิเล็กทรนิกส์ในขณะนั้นเพื่อเลือกใช้ชนิด ยี่ห้อ ราคาของเครื่องมือเครื่องใช้ว่าคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ คู่แข่งขันใช้อุปกรณ์ชนิดใดมีปัญหาอะไรบ้าง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และโอกาสของการขยายตัวของธุรกิจตลอดจนความพร้อมของบุคคลาการในสำนักงานที่จะมีผลให้งานในสำนักงานอัตโนมัติที่จัดหามา สามารถใช้งานได้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุดของในการทำงานเมื่อมีการพิจารณาถึงผลประโยชน์ ความหรูหรา และทันสมัยของสำนักงานอัตโนมัติแล้วเชื่อว่าทุกคนคงอยากเป็นเข้าของหรือเข้าไปทำงานในสำนักงานอัตโนมัติแต่
อุปสรรคของการได้มาซึ่งสำนักงานอัตโนมัตินั้นก็คือการลงทุนอย่างมากมายจนต้องมาวิเคราะห์กันใหม่ว่า คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ มีการต่อต้านจากพนักงานและระบบความปลอดภัยในการรักษาข้อมูล วิธีการที่จะทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้องคงต้องศึกษาความเป็นไปได้ และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงานจากแบบธรรมดาให้เป็นแบบอัตโนมัติ เพื่อให้บรรลุผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ